Debt Mastery

จอมยุทธ์บริหารหนี้

หนี้จน VS หนี้รวย

หากคุณเคยอ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) สักเล่ม คุณจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า คนจนใช้หนี้ทำให้จนลง ในขณะที่คนรวยใช้หนี้เพื่อทำให้พวกเขารวยขึ้น ซึ่งใครที่เคยได้ยินครั้งแรกอาจจะนึกภาพไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน


สมมติว่า นาย ก. มีบัตรเครดิต วงเงิน 1 แสนบาท ซึ่งบังเอิญว่าได้วงเงินบัตรเครดิตสูงเนื่องจากฐานเงินเดือนงานประจำที่ทำอยู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีภาระหนี้สินในการผ่อนบ้าน ผ่อนรถเยอะแล้ว เขาก็รู้สึกว่าอยากให้รางวัลตัวเองซักหน่อยด้วยการ ซื้อมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด เสื้อผ้าแฟชั่นราคาแพง และนาฬิกาข้อมือไฮโซ เพื่อไว้อวดเพื่อนๆ ว่ามีอันจะกิน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร หากเขายังสามารถจัดการบริหารหนี้สินของตัวเองได้อยู่ และไม่ต้องไปหยิบยืมใครมาใช้หนี้ให้ตัวเองอีกต่อ แต่ว่า นาย ก. เจอเรื่องไม่คาดฟันโดยปลดออกจากงานเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ และตอนนี้เขาจะต้องผ่อนชำระขั้นต่ำพร้อมดอกเบี้ยมากว่า 15% ต่อปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ คงจะปฏิเสธได้อย่างว่า นาย ก. ได้มี "หนี้จน" ซะแล้ว หนี้ที่ยิ่งมี ก็ยิ่งจน


ในทางกลับกัน นาย ข. ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน มีบัตรเครดิต วงเงิน 1 บาทเช่นกัน แต่แทนที่นาย ข. จะไปซื้อของใช้ส่วนตัว กลับนำไปทำธุรกิจออนไลน์ ด้วยการรับพรีออเดอร์สินค้า ซึ่งนาย ข. จะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าเพื่อจะชำระเงินช้าลงไปอีก 45 วัน และยังได้เครดิตเงินคืนจากแต้มบัตรเครดิตอีก ทำให้ นายข. สามารถสร้างยอดขายมากกว่า 1 ล้านบาทได้ด้วย วงเงินบัตรเครดิตเพียงแค่ 1 แสนบาท จากการหมุนเงินเพียงแค่ 10 รอบโดยไม่ได้ใช้เงินของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งพอระยะเวลาผ่านไปก็ทำให้ได้วงเงินบัตรเครดิตที่สูงขึ้นอีก และกิจการนาย ข. ก็ใหญ่ขึ้นตามลำดับโดยทันที ซึ่งในกรณีนี้ต้องยอมรับว่า นาย ข. สามารถเปลี่ยนหนี้ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น และนี่ก็คือ เคล็ดลับการใช้หนี้รวย หนี้ที่ยิ่งมี ก็ยิ่งรวย และไม่ได้จำกัดวิธีการใช้ให้เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่ใช้ได้

พลังทวีคูณ (Leverage)

ธุรกิจที่ 1 : เงินลงทุนตัวเองจำนวน 1 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้ปีล่ะ 100,000 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (CCR) 10% ต่อปี (คำนวณ จาก 100,000 หาร 1,000,000)


ธุรกิจที่ 2 : เงินลงทุนตัวเองจำนวน 5 แสนบาท ยืมเงินมา 5 แสนบาท สามารถทำกำไรได้ปีล่ะ 100,000 บาทเช่นกัน แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยจำนวน 25,000 บาท
ดังนั้นจะเหลือกำไรแค่เพียง 75,000 บาทเท่านั้น แต่ก็จะคิดอัตราผลตอบแทน (CCR) ได้ที่ 15% ต่อปี (คำนวณ จาก 75,000 หาร 500,000)


จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่ 2 ซึ่งใช้หนี้ในการเริ่มต้นธุรกิจ ทำให้ใช้เงินของตัวเองน้อยลง สามารถเพิ่มผลตอบแทนได้มากขึ้น ทั้งๆที่ทำทุกอย่างเหมือนกับธุรกิจที่ 1 ดังนั้นการใช้ หนี้ให้เป็นประโยชน์ในธุรกิจ ก็คือ พลังทวีคูณ รูปแบบหนึ่งเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม พลังทวีคูณ ไม่ได้จะทวีคูณแต่สิ่งที่ดี แต่อาจเป็นดาบสองคมที่สามารถทวีคูณสิ่งที่ไม่ต้องการได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น


หากธุรกิจที่ 1 ดำเนินการไม่ค่อยดีนัก ผลประกอบการปีแรก ขาดทุน 100,000 บาท แปลว่า ผลตอบแทน (CCR) ติดลบ 10% 
แต่ว่า หากเป็นธุรกิจที่ 2 นอกจาก ผลประกอบการขาดทุนแล้ว ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยซ้ำอีก แปลว่า ผลตอบแทน (CCR) จะติดลบเป็น 25% แทนเลยในทันที

ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเมื่อต้องการใช้พลังทวีของหนี้สินให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่สร้างโทษให้กับเราซ้ำสอง

อำนาจการต่อรอง

ใครมีอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของหนี้สินที่ให้ยืม ?

ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะตอบว่า เจ้าหนี้ แน่นอน เพราะทุกคนกำลังนึกถึงว่าเวลาเราไปกู้เงินธนาคาร ธนาคารเป็นคนกำหนดว่าดอกเบี้ยเท่าไร และปกติแล้วนั่นก็คือ หนี้ปกติทั่วไปที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน


แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในโลกธุรกิจ อำนาจการต่อรองเป็นของคนที่น่าเชื่อถือมากกว่าเสมอ และ ลูกหนี้ในหลายๆกรณี ก็คือผู้ที่กำหนดดอกเบี้ยที่ต้องการจ่ายได้เช่นกัน โดยที่ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์กำหนดเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยของหนี้ก้อนเดียวกันนี้ได้เลย


ก่อนที่ใครหลายคนอาจจะกำลังอ้าปากเถียงว่าเป็นไปได้อย่างไร ผมอยากใช้ตัวอย่างเดียวกันกับเมื่อสักครู่ในเรื่องของธนาคาร แต่คราวนี้เปลี่ยนใหม่เป็นว่า เราเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารแทน คราวนี้ลองคิดตามดูว่า ถ้าตอนนี้เราเอาเงินไปฝากกับทางธนาคารแล้ว ใครเป็นเจ้าหนี้ ใครเป็นลูกหนี้อยู่ในตอนนี้

เฉลยก็คือ เราในฐานะคนที่นำเงินไปฝากก็คือ เจ้าหนี้ของธนาคาร ในขณะที่ธนาคารอยู่ในฐานะลูกหนี้ของเรานั่นเอง แต่เอ๊ะ ใครเป็นคนกำหนดดอกเบี้ยที่จะจ่ายกันแน่ ก็อย่างที่บอกว่าหนี้ของเรายุติธรรมไม่เท่ากันเลย ใครกันแน่ที่มีอำนาจการต่อรองมากกว่าย่อมได้เป็นคนกำหนดดอกเบี้ย


และจริงๆ แล้วก็มีตัวอย่างที่ ธุรกิจ หรือ ภาครัฐ สามารถทำแบบธนาคารได้เช่นกัน ไม่เชื่อก็ลองคิดถึง การออกหุ้นกู้ หรือ พันธบัตรรัฐบาลดูสิ หรือว่าไม่จริง ?

เครดิตดีมีมูลค่า

ในการทำธุรกิจนั่น หลายคนที่มีประสบการณ์มากพอ จะสามารถบอกได้เลยว่า การรักษาชื่อเสียง และเครดิตทางการเงินนั่น สำคัญกว่าตัวเลขว่าธุรกิจ กำลัง กำไร หรือ ขาดทุนเสียอีก


ในโลกการเงิน การลงทุนนั่น ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่ากลายเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถืออีกแล้ว เพราะว่า ไม่ว่าคุณจะมีสินทรัพย์มาค้ำประกัน หรือ รวยล้นฟ้าแล้วแค่ไหนก็ตาม การที่ไม่มีใครอยากร่วมลงทุนด้วย หรือ ให้เงินกู้ยืมจาก สิ่งที่คุณเคยได้ทำเอาไว้ในอดีต เป็นเรื่องยากมากๆที่จะลบล้างออกไปได้


ไม่ใช่แค่เพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่ต้องรักษาเครดิตไว้ให้ดี แม้แต่ SME รายเล็กๆ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องพวกนี้ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าซึ่งซื้อมาจากโรงงานผู้ผลิตมาไว้ขายหน้าร้าน ซึ่งนั่นหมายความคุณก็ต้องใช้เงินทุนสักก้อนในการซื้อของมาวางไว้หน้าร้าน แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าของคุณ คุณอาจจะได้เครดิตในการชำระค่าสินค้าภายใน 30-60 วันได้ไม่ยาก ซึ่งนั่นหมายความว่า จริงๆแล้ว คุณก็กำลังใช้ประโยชน์จากเครดิตที่ดี และความน่าเชื่อถือของคุณเองในการทำธุรกิจอย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว


จะมีอะไรดีไปกว่า หนี้สิน ที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยอีกล่ะ จริงไหม ?

เขียนโดย

คุณ เอกบุณย์ เลิศวิทวัสชัย (เอ็กซ์ตร้า) 

  • เจ้าของบริษัท และนักลงทุน ในธุรกิจต่างอุตสาหกรรมกันกว่า 10 บริษัท
  • ที่ปรึกษาการวางระบบ ERP สำหรับองค์กรขนาดกลาง และใหญ่
  • List วิทยากรรับเชิญเรื่องบัญชี ภาษี ธุรกิจ การเงิน แก่ผู้ประกอบการ SME
  • จัดฝึกอบรมความรู้ทางด้านบัญชี ภาษีมากกว่า 50 รุ่น
  • ขอคืนภาษีให้ธุรกิจตัวเอง และลูกค้านับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยต้องจ่ายใต้โต๊ะแม้แต่ครั้งเดียว

ร่วมหาคำตอบในการบริหารหนี้สินอย่างมืออาชีพให้กับธุรกิจคุณได้ที่

The Company Secrets

หลักสูตร ความลับธุรกิจ...สายขาว

>